ราคาทอง ภาคเช้า หลายปัจจัยดันทองทุบสถิติใหม่ที่ 1,866 $

ราคาทอง

ราคาทอง ภาคเช้า ( 22 ก.ค.) หลายปัจจัยดันราคาทองทุบสถิติใหม่ที่ 1,866 $

นักวิเคราะห์จาก YLG BULLION เผยว่าราคาทองคำวานนี้ปิดทะยานขึ้น 23.72 ดอลลาร์ต่อออนซ์ พร้อมทะยานขึ้นต่ออีกในช่วงเช้าวันนี้ที่ตลาดเอเชีย ท่ามกลางแรงซื้อทองคำในฐานะสินทรัพย์ปลอดภัยไปพร้อมกับการปรับตัวขึ้นของตลาดหุ้นเพื่อป้องกันความเสี่ยงทั้งทางเศรษฐกิจและการเมืองระหว่างประเทศ

นอกจากนี้ ราคาทองคำยังได้รับแรงหนุนเพิ่มจากการแข็งค่าของสกุลเงินยูโรแตะระดับสูงสุดในรอบ 1 ปีครึ่งขานรับข่าวผู้นำสหภาพยุโรป (EU) บรรลุข้อตกลงจัดตั้งกองทุนฟื้นฟูเศรษฐกิจ ส่งผลให้ดัชนีดอลลาร์ให้อ่อนค่าลง -0.75% จนส่งผลเชิงบวกต่อราคาทองคำเพิ่ม ไม่ใช่แค่นั้น ราคาทอง ยังได้รับแรงหนุนจากการคาดการณ์ว่าเม็ดเงินกระตุ้นเศรษฐกิจทางการเงินและการคลังจากธนาคารกลางและรัฐบาลทั่วโลกอาจกระตุ้นเงินเฟ้อให้พุ่งขึ้น และนำไปสู่การอ่อนค่าของสกุลเงิน

อีกทั้งยังมีอีกหนึ่งปัจจัยที่กระตุ้นแรงซื้อทองคำ คือการที่คณะกรรมาธิการฝ่ายกิจการธนาคาร การเคหะและพื้นที่เขตเมืองของวุฒิสภาสหรัฐฯ (Senate Banking Committee) ลงมติ “อนุมัติ” ให้เสนอรายชื่อ นาย Christopher Waller และนาง Judy Shelton ซึ่งเป็นผู้ถูกเสนอชื่อโดยประธานาธิดบีทรัมป์ให้เข้าดำรงตำแหน่งผู้ว่าการเฟด (Board of Governors)ที่ว่างอยู่ เข้าสู่กระบวนการถัดไปและเป็นกระบวนการสุดท้าย คือการโหวตจากวุฒิสภาเต็มคณะ โดยทั้ง 2 คนเป็นผู้ที่มีแนวคิดสนับสนุนการผ่อนคลายนโยบายการเงิน(Dovish)อย่างมาก และหากผ่านการอนุมัติจากวุฒิสภาเต็มคณะจะเป็นการเปลี่ยนจุดยืนคณะกรรมการเฟดไปสู่แนวโน้มเชิงผ่อนคลาย(Dovish)ในระยะยาว เนื่องจากผู้ว่าการเฟดเป็นผู้ที่มีสิทธิลงมตินโยบายการเงินเป็นการถาวร และมีวาระการดำรงตำแหน่งถึง 14 ปี ซึ่งจะถือเป็นข่าวหนึ่งส่งผลบวกต่อราคาทองคำเช่นกัน

ส่งผลให้ราคาทองคำทะยานขึ้นจนทำระดับสูงสุดของปีนี้ครั้งใหม่ที่ 1,866 ดอลลาร์ต่อออนซ์ในช่วงเช้าวันนี้ในตลาดเอเชีย ด้านกองทุน SPDR ถือครองทองเพิ่ม +7.89 ตัน สู่ระดับ 1,219.75 ตัน ทำให้ในปี 2020 กองทุน SPDR ถือครองทองคำเพิ่มแล้วถึง +326.05 ตัน สำหรับวันนี้ติดตามการเปิดเผยยอดขายบ้านมือสองและดัชนีราคาบ้าน (HPI)ของสหรัฐ

ปัจจัยทางเทคนิค ราคาทองคำทะยานขึ้น สร้างระดับสูงสุดใหม่อย่างต่อเนื่อง บ่งชี้ถึงความแข็งแกร่งของราคาทองคำและแรงซื้อในระดับสูง อย่างไรก็ตาม เมื่อราคาปรับตัวขึ้น ก็มีแรงขายทำกำไรสลับเข้ามาเพิ่มขึ้นเช่นกัน ทั้งนี้ ประเมินแนวรับโซน 1,847-1,831 ดอลลาร์ต่อออนซ์ได้ และประเมินแนวต้านโซน 1,866-1,873 ดอลลาร์ต่อออนซ์

กลยุทธ์ การเข้าซื้อยังคงเน้นการเก็งกำไรระยะสั้นจากการแกว่งตัว โดยเข้าซื้อเมื่อราคาอ่อนตัวลงมาใกล้บริเวณแนวรับ 1,847-1,831 ดอลลาร์ต่อออนซ์ (ตัดขาดทุน 1,831 ดอลลาร์ต่อออนซ์) และอาจพิจารณาแบ่งขายทำกำไรในโซน 1,866-1,873 ดอลลาร์ต่อออนซ์ แต่หากผ่านได้ให้ชะลอการขายออกไป

โดย Detchana.K
Investing.com
ที่มา – https://th.investing.com/news/commodities-news/article-24880

สมัครเปิดบัญชีเทรดกับ IC Markets

Scroll to Top