การระบุและยืนยันแนวโน้ม (Part 1)

แนวโน้ม

สมมุติว่ามีคน 2 คน กำลังจะไปทำสงคราม คนโง่มักจะกระโจนเข้าสู่สนามรบแบบไม่ได้วางแผน เหมือนกับคนที่กำลังหิวและเห็นโต๊ะบุฟเฟต์รออยู่
ในขณะที่คนฉลาดจะต้องรู้สถานการณ์ก่อนเสมอว่ามีสภาพแวดล้อมเป็นยังไง( มี แนวโน้ม หรือ ไม่มีแนวโน้ม )และจะส่งผลกระทบกับตัวเขาอย่างไร

เพราะฉะนั้นเราต้องเข้าใจสถานการณ์ในตลาดขณะที่เรากำลังเทรด หมายความว่าเราต้องรู้ว่าสภาวะตลาดเป็นอย่างไร เทรดเดอร์บางคนกลับไปโทษระบบเทรดของตนว่าไม่ได้เรื่อง บางครั้งระบบเทรดก็อาจจะไม่ได้เรื่องแต่ว่าบางครั้งระบบเทรดก็สามารถทำกำไรให้เราได้ เทรดเดอร์ที่เชียวชาญจะรู้ว่าต้องใช้กลยุทธ์ที่เหมาะสมในการเทรดตามสภาวะตลาดที่พวกเขากำลังเทรดอยู่ในขณะนั้น

เหมือนกับโค๊ชที่จะส่งนักเตะลงสนามในสถานการณ์ที่ต่างกันหรือเมื่อเจอคู่ต่อสู้ที่ต่างออกไป คุณควรจะเลือกด้วยว่ากลยุทธ์ไหนควรจะใช้ในสภาวะตลาดแบบไหน
โดยการรู้ให้ได้ซะก่อนว่า สภาวะตลาดแบบไหนที่เรากำลังเทรดอยู่ และเราควรจะใช้กลยุทธ์ Trend Following หรือว่า Swing Trade ในสภาวะตลาดที่แตกต่างกัน

ตลาดฟอร์เร็กนั้นมีทั้งภาวะที่เกิดเทรนด์และมีช่วงที่เกิดการสวิงของราคาให้เราเทรดเยอะแยะไปหมดตามแต่ละ Time Frame ที่เราเลือกเทรด ซึ่งสภาวะตลาดเหล่านี้จะเป็นตัวกำหนดกลยุทธ์ที่เราเลือกใช้อีกทีหนึ่ง หากเรารู้ว่ากลยุทธ์ไหนไทม์เฟรมไหนที่เหมาะกับเรามันจะง่ายขึ้นมากในการเลือกช่วงที่เราจะทำการเทรดหรือเลือกเครื่องมือที่เหมาะสม ยกตัวอย่างเช่น Fibonacci และเส้น Trendline เหมาะสำหรับตลาดที่เกิดเทรนด์ ในขณะที่ Pivot Point และ Support หรือ Resistance ก็เป็นประโยชน์มากในการเทรดตลาด Side Way

ดังนั้น ก่อนที่เราจะทำการหาโอกาสในการเทรดของเรา เราควรจะบอกให้ได้ก่อนว่าช่วงนี้ตลาดอยู่ในภาวะใด โดยตลาดนั้นสามารถกำหนดออกมาเป็น 3 ลักษณะได้ดังนี้
ขาขึ้น
ขาลง
Side way (ออกข้าง)

แล้วตลาดที่เกิดเทรนด์คืออะไร?
ตลาดที่เกิดเทรนด์คือ การที่ตลาดเคลื่อนไหวในทิศทางใดทิศทางหนึ่งอย่างชัดเจน
แน่นอนว่าราคาอาจจะไม่ได้เคลื่อนไหวเป็นเส้นตรงไปตามเทรนด์ตลอด แต่เมื่อเราถอยออกมาดูภาพรวมใน Time Frame ใหญ่ ๆ จะเห็นว่าที่มันเคลื่อนไหวตรงข้ามกับเทรนด์นั้นเป็นแค่การพักฐานของราคา

แนวโน้มจะถูกกำหนดโดย “Higher highs” และ “higher lows” กล่าวคือเป็นการเรียงตัวของจุดสูงสุดและจุดต่ำสุดที่ยกตัวสูงขึ้นเรื่อยๆแบบนี้จะเรียกว่าแนวโน้มขาขึ้น
ส่วนในแนวโน้มขาลงก็จะเป็น “lower highs” และ “lower lows” กล่าวคือเป็นการเรียงตัวของจุดสูงสุดและจุดต่ำสุดที่ต่ำลงเรื่อยๆแบบนี้จะเรียกว่าแนวโน้มขาลง

ถ้าเราใช้กลยุทธ์การเทรดแบบ Trend Following เทรดเดอร์ควรจะใช้ค่าเงินหลัก หรือค่าเงินที่เปรียบเทียบกับเงินดอลล่าร์ เพราะว่าค่าเงินจะมีเทรนด์ที่เยอะกว่าและมีสภาพคล่องมากกว่าค่าเงินอื่น ๆ เพราะปริมาณการซื้อขายที่มากกว่านั้นมีความสำคัญต่อการเทรดที่อ้างอิงการเกิดเทรนด์ หรือระบบเทรดแบบ Trend following ยิ่งค่าเงินมีปริมาณการซื้อขายมากเท่าไหร่ แนวโน้มยิ่งมีการเคลื่อนไหวมากขึ้นเท่านั้น ยิ่งค่าเงินแสดงการเคลื่อนไหวได้ชัดเจนเท่าไหร่ เราก็จะมีโอกาสเข้าเทรดในการเคลื่อนไหวเหล่านั้น ซึ่งมักจะเคลื่อนไหวในทิศทางเดียว แทนที่จะเคลื่อนไหวในกรอบแคบ ๆ อย่างตลาด Sideway

นอกเหนือจากการสังเกตุพฤติกรรมราคา คุณยังสามารถใช้เครื่องมือทางเทคนิคในการตัดสินใจว่าค่าเงินไหนที่เกิดเทรนด์หรือว่าไม่ได้เกิดเทรนด์ ยกตัวอย่างเช่น

เครื่องมือ ADX

เครื่องมือ ADX ในช่วงที่ตลาดมีเทรนด์ชัดเจน
วิธีหนึ่งในการจะบอกว่าตลาดกำลังเกิดเทรนด์คือ การใช้เครื่องมือ Average Directional Index หรือเรียกสั้นๆ ว่า ADX
เครื่องมือนี้ถูกพัฒนาขึ้นโดย J. Weller Wilder เครื่องมือนี้ใช้ในการวัดระยะการเคลื่อนไหวจาก 0 – 100 ว่าถ้าเกิดราคาเคลื่อนที่ในทิศทางใดทิศทางหนึ่งการเคลื่อนที่นั้นเป็นช่วงที่มีเทรนด์หรือว่าเป็นช่วงตลาด Sideway
ถ้าค่าที่ออกมา มากว่า 25 จะตีความได้ว่าราคาช่วงนี้กำลังเกิดเทรนด์ ยิ่งตัวเลขสูงเทรนด์ยิ่งมีความแรงมากเท่านั้น
อย่างไรก็ตาม เส้น ADX เป็นเครื่องมือที่ยังมีความผิดพลาดอยู่ ซึ่งหมายความว่ามันไม่สามารถทำนายอนาคตได้ถูกต้องตลอด
ลองมาดูตัวอย่างซักตัวอย่างกัน ราคากำลังเกิดเทรนด์ เป็นเทรนด์ขาลง และตัว ADX เคลื่อนไหวอยู่ที่ระดับสูงกว่า 25

ต่อมาเป็น เครื่องมือ Moving Averages (เส้นค่าเฉลี่ยเคลื่อนที่) ในช่วงที่ตลาดเกิดเทรนด์
ถ้าคุณไม่ชอบ ADX คุณสามารถใช้เครื่องมือ ธรรมดาๆ แบบเส้น simple moving averages แทนได้
ให้ลองเพิ่ม เส้น SMA ค่า 7, 20 และ 65 ลงในกราฟของคุณ แล้วรอให้ทั้งสามเส้นนั้นมันเรียงตัวก่อนที่จะตัดสินใจเทรด
ถ้าเส้น SMA 7อยู่เหนือเส้น SMA 20 และเส้น SMA 20 อยู่เหนือเส้น SMA 65 หมายความว่าตอนนี้กำลังเป็นเทรนขาขึ้น

หรืออีก กรณีหนึ่งถ้าเส้น SMA 7 อยู่ข้างล่างเส้น SMA 20 และเส้น SMA 20 อยู่ต่ำกว่าเส้น SMA 65 นั่นหมายความว่าตลาดกำลังอยู่ในช่วงขาลง

หรือเราจะใช้ Bollinger Bands ในการบอกแนวโน้มของตลาด
Bollinger Bands เป็นเครื่องมือที่ใช้ในการบอกการสวิงตัวของราคา ซึ่งเราสามารถนำมาใช้ในการเทรดที่มีแนวโน้มได้ด้วยเช่นเดียวกัน
อีกอย่างหนึ่งที่คุณควรรู้ไว้ก็คือเทรนด์นั้นไม่ได้เกิดขึ้นบ่อยนักส่วนใหญ่ราคามักจะเคลื่อนไหวอยู่ในกรอบ(Sideway)มากถึง 70 -80 เปอร์เซ็นต์ของเวลาทั้งหมด เป็นเรื่องปกติของราคาที่มีการเคลื่อนไหวแบบนั้น แต่เมื่อไหร่ที่ราคานั้นเบี่ยงเบนจากค่าปกติ เราจะตีความว่าเกิด แนวโน้ม ซึ่ง Bollinger bands จะประกอบด้วยค่าเบี่ยงเบนมาตรฐานแต่ไม่ต้องห่วงเกี่ยวกับว่าไอ้ค่าเบี่ยงเบนมาตรฐานนี้มันเป็นยังไง

ต่อไปนี้เป็นตัวอย่างว่าเราจะใช้ Bollinger Band ในการบอกเทรนด์ได้อย่างไร
ใส่ Bollinger bands และใช้ค่า standard deviation (ค่าเบี่ยงเบนมาตรฐาน) ที่ 1 และใส่ Bollinger band ตัวที่ 2 และใช้ค่าเบี่ยงเบนมาตรฐานที่ 2 คุณจะเห็นโซนราคาสามโซน คือ Sell Zone buy zone, และ “No-man’s Land” (พื้นที่ไร้การครอบครอง)

Sell zone ก็คือ พื้นที่ระหว่าง Band ที่อยู่ข้างล่างของ Band ที่ใช้ค่า Standard deviation 1 และStandard deviation 2 ให้เรารับรู้ไว้ว่าถ้าราคาของกราฟแท่งเทียนนั้นปิดอยู่ภายในโซนนี้ นั่นคือ พื้นที่ Sell นั่นเอง
Buy zone ก็คือ พื้นที่ระหว่าง Band ที่อยู่ด้านบนของเส้น SD 1 และเส้น SD 2(Standard Deviation)เช่นเดียวกับ Sell Zone ราคาต้องปิดอยู่ในโซนนี้ถึงจะบอกได้ว่าราคาอยู่ใน Buy Zone
พื้นที่ตรงกลางของ Bollinger Band ทั้งสองคือพื้นที่ๆ ที่ตลาดจะยังลังเลในการหาทิศทาง หากราคาปิดอยุ่ในพื้นที่นี้ที่เรียกว่า “No-Man’s Land” ทิศทางราคาค่อนข้างกระจุกตัว

Bollinger bands ทำให้การยืนยันการเกิดเทรนด์นั้นง่ายขึ้นมาก
เทรนด์ขาลง สามารถยืนยันได้เมื่อราคาอยู่ใน Sell zone
เทรนด์ขาขึ้น สามารถยืนยันได้เมื่อราคาอยู่ใน Buy zone

ต่อ Part 2

เนื้อหาจากเว็บไซต์ Babypips.com แปลโดยคุณ MAMY เรียบเรียงใหม่โดย FXPredator

สมัครเปิดบัญชีเทรด https://www.fxpredator.com/open-trading-account/

อัพเดทบทวิเคราะห์ใหม่ก่อนใครได้ที่ https://th.tradingview.com/u/FXPredator-TH/

ติดตาม Youtube Channel ของเราได้ที่ https://www.youtube.com/channel/UCqVlNVLvnFgXftepzfLUI2g

Scroll to Top