5 เหตุการณ์สำคัญ ปฏิทินเศรษฐกิจสัปดาห์นี้

ปฏิทินเศรษฐกิจ

5 เรื่องราวจาก ปฏิทินเศรษฐกิจ ที่คุณควรทราบก่อนเริ่มต้นสัปดาห์นี้มีดังต่อไปนี้

  1. คาดว่าข้อมูลเศรษฐกิจสหรัฐจะย่ำแย่อีก

ยอดค้าปลีกและผลผลิตภาคอุตสาหกรรมของสหรัฐจะมีกำหนดการรายงานในวันศุกร์นี้ และจะเน้นย้ำให้เห็นถึงผลกระทบจากการปิดโรงงานและการปิดร้านค้า โดยกลุ่มนักเศรษฐศาสตร์คาดว่ายอดค้าปลีกจะทรุดลง 11.6% ดิ่งลงมากกว่าเมื่อเดือนมีนาคม 8.4% ส่วนผลผลิตภาคอุตสาหกรรมที่เคยลดลง 5.4% ในเดือนมีนาคมคาดว่าจะลดลง 11.5%

นอกจากการรายงานตัวเลขความเชื่อมั่นผู้บริโภคและอัตราเงินเฟ้อแล้ว ในวันพฤหัสบดีจะมีการรายงาน จำนวนผู้ขอรับสวัสดิการครั้งแรกของสหรัฐ เป็นสัปดาห์ที่แปดนับตั้งแต่วันแรกของการใช้มาตรการล็อกดาวน์ โดยเมื่อวันพฤหัสบดีที่ผ่านมายอดผู้ขอรับสวัสดิการพุ่งสูงขึ้น 3 ล้านรายเป็นสัปดาห์ที่เจ็ดติดต่อกัน แต่ยังคงต่ำกว่ายอด 6.8 ล้านรายในสัปดาห์ที่สิ้นสุดวันที่ 28 มีนาคม

ทั้งนี้ผู้ลงทุนจะจับตาคำกล่าวในวันพุธของประธานเฟด นายเจอโรม เพาเวลล์ เกี่ยวกับประเด็นทางเศรษฐกิจในปัจจุบัน ผ่านการอภิปรายออนไลน์ที่จัดขึ้นโดยสถาบันเศรษฐศาสตร์สากลปีเตอร์สันอีกด้วย

  1. การข่มขู่ทางการค้าของทรัมป์

ปมขัดแย้งระหว่างสหรัฐและจีนยังคงคุกรุ่น หลังจากทรัมป์ให้สัมภาษณ์กับ Fox News เมื่อวันศุกร์ว่าเขา “ลังเลมาก” ว่าจะยุติข้อตกลงทางการค้าเฟสแรกกับจีนดีหรือไม่

รัฐบาลของทรัมป์กำลังอยู่ในระหว่างการพิจารณาเพื่อใช้มาตรการลงโทษจีนเนื่องจากประสิทธิภาพของจีนในการรับมือกับการระบาดของไวรัสโคโรนาระยะแรก ซึ่งอาจประกอบไปด้วยการขึ้นภาษีและย้ายห่วงโซ่อุปทานออกจากจีนด้วย

ทรัมป์กล่าวไว้ว่าเขาจะยุติการทำตามข้อตกลงหากจีนไม่สั่งซื้อสินค้าจากสหรัฐตามที่ได้ให้คำมั่นสัญญาไว้ และเมื่อวันพุธเขาได้กล่าวว่าจะสามารถตัดสินใจเกี่ยวกับประเด็นดังกล่าวได้ภายในอีกหนึ่งถึงสองสัปดาห์ข้างหน้า

  1. GDP สหราชอาณาจักรและเยอรมนี

ตัวเลข GDP ไตรมาสแรกจากสหราชอาณาจักรและเยอรมนีจะแสดงให้เห็นถึงผลกระทบทางเศรษฐกิจในช่วงแรกของการล็อกดาวน์ซึ่งได้เริ่มต้นขึ้นในช่วงครึ่งหลังของเดือนมีนาคม

ใน ปฏิทินเศรษฐกิจ คาดว่าเศรษฐกิจสหราชอาณาจักรจะหดตัวลง 2.5% แต่ถึงกระนั้นตัวเลขนี้จะยังไม่แสดงผลกระทบทางเศรษฐกิจอย่างเต็มรูปแบบที่เกิดขึ้นในไตรมาสที่สอง โดยธนาคารกลางอังกฤษได้เผยเมื่อสัปดาห์ที่แล้วว่า ทางธนาคารคาดว่าเศรษฐกิจอังกฤษจะทรุดตัวลง 14% ในปีนี้ ซึ่งเป็นการหดตัวลงรายปีครั้งใหญ่ที่สุดในรอบกว่า 300 ปี และอัตราการว่างงานคาดว่าจะพุ่งสูงขึ้นถึง 8%

ส่วนเศรษฐกิจเยอรมนีคาดว่าจะหดตัวลง 2.1% ในไตรมาสแรก และรัฐบาลเยอรมนีได้คาดไว้ว่าเศรษฐกิจจะหดตัวลงรายปี 6.3% ทรุดตัวลงครั้งใหญ่ที่สุดนับตั้งแต่สงครามโลกครั้งที่ 2

  1. ความแตกต่างระหว่างความเคลื่อนไหวในตลาดหุ้นกับสภาพเศรษฐกิจ

กระทรวงแรงงานสหรัฐได้รายงานเมื่อวันศุกร์ว่า ตลาดแรงงานสหรัฐอาจสูญเสียตำแหน่งงานถึง 20.5 ล้านตำแหน่ง ซึ่งเป็นตัวเลขการจ้างงานที่ลดลงอย่างหนักที่สุดนับตั้งแต่สมัยวิกฤตการณ์ทางการเงินครั้งใหญ่

หากข้อมูลทางเศรษฐกิจในสัปดาห์นี้ออกมาย่ำแย่อีกจากผลคาดการณ์ที่ค่อนข้างแย่พอสมควรแล้ว ก็อาจทำให้เกิดการตั้งข้อสังเกตว่าตลาดหุ้นได้ปรับตัวขึ้นมามากเกินกว่าเหตุ แต่ขณะนี้คงยังไม่สามารถคาดเดาได้ว่าข้อมูลทางเศรษฐกิจเหล่านี้จะกดดันขาขึ้นของตลาดหุ้นหรือไม่ เนื่องจากตลาดหุ้นส่วนใหญ่ได้ทำขาขึ้นรายสัปดาห์ครั้งใหญ่ที่สุดในเวลาสามทศวรรษเมื่อเดือนเมษายน แม้ข้อมูลทางเศรษฐกิจในเดือนเมษายนจะออกมาอ่อนแอก็ตาม

ทั้งนี้ตลาดหุ้นอาจย่อตัวลงหากสหรัฐมีความจำเป็นต้องชะลอการเปิดเศรษฐกิจ และหากอัตราการว่างงานยังพุ่งสูงขึ้นอย่างต่อเนื่องในอีกสองสามเดือนข้างหน้า

  1. การ Halving ครั้งที่สามของ Bitcoin

ตลาดพากันจับตาการ Halving ของ Bitcoin ในวันอังคารนี้ซึ่งเป็นครั้งที่สามในระยะเวลา 11 ปี โดยการ Halving สองครั้งก่อนหน้านี้ได้หนุนให้มูลค่าตามราคาตลาดของ Bitcoin พุ่งทะยานขึ้นอย่างมาก ทว่านักวิเคราะห์เชื่อว่าความเคลื่อนไหวในครั้งนี้อาจเปลี่ยนไปเนื่องจากมีผลกระทบจากการระบาด

เทคโนโลยีของ Bitcoin ถูกออกแบบมาให้ลดเงินรางวัลสำหรับนักขุดเหรียญลงครึ่งหนึ่งทุก ๆ สี่ปี เพื่อช่วยให้ Bitcoin มีอัตราเงินเฟ้อที่เหมาะสม

เนื่องด้วยการจับตาการ Halving ในสัปดาห์นี้ จึงทำให้ราคา Bitcoin ทะยานขึ้นเกือบ 40% นับตั้งแต่ต้นปีและไต่ขึ้นมามากกว่า 80% จากจุดต่ำสุด

–เนื้อหาข่าวได้รับการสนับสนุนจากสำนักข่าวรอยเตอร์

โดย Noreen Burke
Investing.com
ที่มา – https://th.investing.com/news/economy/article-20237

สมัครเปิดบัญชีเทรดกับ IC Markets

Scroll to Top